“เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน”

 

 

ปัจจุบันประเทศไทยพบว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากร 3 ใน 4 มีสาเหตุจากโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรคแต่เป็นผลจากการมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ทานอาหารหวาน มัน เค็มมาก พักผ่อนน้อย และมีความเครียด ส่งผลให้ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมัน ในเลือดสูงขึ้น น้ำหนักตัวเกินจนกระทั่งอ้วน ส่งให้เกิดโรคไม่ติดต่อตามมา”

   บทความเหล่านี้บุคลากรทางการแพทย์อย่างเราๆ คงเห็นกันอย่างชินตา แต่แล้วทำไมนะที่กลุ่มประชาชนเหล่านี้ที่เราต่างช่วยกันดูแลกลับไม่ลดจำนวนลงเลย วิธีการไม่ถูก ขาดแรงบันดาลใจ ขาดความเข้มแข็งทางใจ หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ ทั้งหลายทั้งมวลผู้เขียนคิดว่าเกิดจากความตั้งใจ หรือการปรับวิธีคิด (mind set) ของแต่ละบุคคลเป็นหลัก คนส่วนใหญ่มักใช้วิถีชีวิตแบบเดิมๆ ชอบอยู่ใน comfort zone กลัวการเปลี่ยนแปลง เคยรับประทานอย่างไรก็ทำแบบนั้นซ้ำๆ เคยนอนอย่างไรเวลาไหนก็จะทำแบบนั้นซ้ำๆ ไม่เคยคิดออกกำลังกายอย่างไร ก็ยังคงทำแบบนั้น จนวันหนึ่งสุขภาพก็เริ่มทรุดโทรมลง ไม่ใช่แค่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ส่วนใหญ่ทรุดโทรมไปก่อนเวลา หลายคนที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตได้สักระยะก็คิดว่าไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้เห็น แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยดูตัวเอง หรือโทษตัวเองว่าที่ทำอยู่นั้นมันถูกวิธีหรือไม่ ชีวิตและสุขภาพเราจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ความคิด และการดำเนินชีวิตตามแบบที่ใจเราคิด ดังนั้นเราควรมาปรับวิธีคิดของเราก่อนจะดีกว่า หรือที่เรียกว่า mind set ขั้นตอนก็ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอย่างไร แต่ต้องอาศัยเวลาในการฝึก ในชีวิตคนเรานี้จะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่มี “ทางลัด” คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ผ่านการลองทำ อดทนต่อการปฏิบัติกันมาแล้วทั้งนั้น เมื่อเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ความสำเร็จมักอยู่ไม่ไกล

 

1.อันดับแรกต้องเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี หากเราอย่างมีสุขภาพที่ดี แต่เรายังนอนดึก กินอาหารหวานมัน ไม่ออกกำลังกาย กินเหล้า เราจึงต้องปรับความคิดใหม่ เชื่อเถอะว่า การเปลี่ยนแปลงจะทำให้ชีวิตดีขึ้น และบอกตัวเองใหม่อีกครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เราดีขึ้นและเราทำได้ ก็เริ่มง่ายๆ เช่น นอนแต่หัวค่ำ ไม่ดื่มเหล้า รับรองว่านอกจากสุขภาพที่ดี ยังส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นด้วย

 

2. เข้าใจเถอะว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น หากคุณยังคงใช้ชีวิตเดิม ๆ ดังข้อ 1 อนาคตคุณจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและโรคอื่นๆ ตามมา

 

3. เรียนรู้จากความผิดพลาด หลายครั้งที่เราไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวการผิดหวัง หรือผิดพลาด ลองปรับความคิดใหม่ว่า ความผิดพลาด ย่อมนำมาใช้เป็นบทเรียนได้ ความผิดพลาดทำให้เราได้เรียนรู้ว่าทางนั้นไม่ใช่เส้นทางที่เราควรจะไป

 

4. ตั้งเป้าหมายและให้เวลาในการจะทำมันให้สำเร็จ หลายคนมีความฝันและความหวัง แต่ไม่มีเป้าหมายว่าจะทำมันให้สำเร็จเมื่อไหร่ ดังนั้น เราต้องตั้งเป้าหมายที่คิดว่าทำได้เพื่อให้ความฝันนั้นสำเร็จได้ เป้าหมายที่ตั้งควรซอยให้เล็กลงเพื่อให้ความสำเร็จเป็นขั้นเป็นตอน ความสำเร็จเล็ก ๆ จะรวมกันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ที่สำคัญต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน หากเนิ่นนานไป ความสำเร็จอาจมาไม่ถึง

“ถ้าเปลี่ยน ก็อาจได้พบสิ่งที่ดีกว่า”

 

ผู้เขียน สิชล เจียมอนุกูลกิจ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ